เก็บสเต็มเซลล์เด็กหลังคลอดได้ไหม ?

ปัจจุบันคุณแม่หลายท่านรู้จักกับเซลล์ต้นกำเนิดหรือสเต็มเซลล์กันแล้ว แถมยังรู้ว่ามีการ ฝากสเต็มเซลล์ หลังคลอด ไว้เพื่อใช้ในอนาคตอีกด้วย ทำให้มีคำถามว่า ฝากเสต็มเซลล์ให้ลูกหลังคลอดดีไหม เพราะเห็นมีหลายบ้านฝากไว้ เราจึงชวนมาทำความรู้จักกับการ ฝากสเต็มเซลล์ ให้ดียิ่งขึ้น

สเต็มเซลล์ (StemCell)
เมื่อคุณแม่ตั้งครรภ์คําถามยอดฮิตที่ทําให้ต้องครุ่นคิดอย่างหนักคือสเต็มเซลล์ คืออะไร จะเก็บสเต็มเซลล์ดีไหม ขั้นตอนเป็นอย่างไร ราคาแพงไหม และสุดท้ายคุ้มหรือเปล่า ด้วยเหตุนี้ เราจึงขอข้อมูลที่น่าสนใจเกี่ยวกับการ ฝากสเต็มเซลล์ จากสูติแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มาอธิบายให้คุณแม่เข้าใจเพื่อเป็นข้อมูลให้คุณแม่คุณพ่อนำไปตัดสินใจค่ะ

สเต็มเซลล์ คืออะไร
สเต็มเซลล์ เป็นเซลล์ที่ไม่จําเพาะมีคุณสมบัติพิเศษในการแบ่งตัวเป็นเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ของร่างกาย เช่น เลือดฟันน้ำนมผิวหนัง เป็นต้น สเต็มเซลล์พบได้ในสายสะดือเลือดและไขกระดูกโดยสเต็มเซลล์แบ่งเป็น 2 ชนิดดังนี้

สเต็มเซลล์จากตัวอ่อน สเต็มเซลล์นี้เก็บจากตัวของมนุษย์หรือสัตว์ที่ยังอยู่ในครรภ์ในระยะแรกของชีวิตมีอายุ 3–5 วัน แต่มีความสามารถในการพัฒนาไปเป็นเซลล์อื่นๆ สูงมาก แต่การนําสเต็มเซลล์ในกลุ่มนี้มาใช้ยังมีข้อถกเถียงในด้านศีลธรรมและจริยธรรมอยู่ จึงอาจมีการนำมาใช้ในกรณีเฉพาะที่มีข้อบ่งชี้ชัดเจนเท่านั้น

สเต็มเซลล์จากเนื้อเยื่อที่่โตเต็มวัย เช่น ไขกระดูกเลือด จากสายสะดือ ฟันน้ำนม ไขมัน เป็นต้น สเต็มเซลล์ใช้รักษาโรคใดได้บ้างนั้น ปัจจุบันมีการนําสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือมาใช้ในการรักษาโรคมะเร็งเม็ดเลือด โรคมะเร็งต่อมน้ำเหลือง โรคเกี่ยวกับภูมิคุ้มกัน บกพร่องบางชนิด โรคไขกระดูกฝ่อ โรคที่เกิดจากความผิดปกติของเฮโมโกลบิน เช่น ธาลัสซีเมีย และโรคในกลุ่มสําหรับการรักษาโรคหลอดเลือดหัวใจ พาร์กินสัน เบาหวาน การบาดเจ็บของไขสันหลัง และการรักษาโรคระดับยีน ฯลฯ แต่เมื่อวิทยาศาสตร์ก้าวหน้ามากขึ้นอาจมีอีกหลายโรคในอนาคตที่สามารถรักษาได้ด้วยสเต็มเซลล์

การเก็บสเต็มเซลล์เพื่อลูกน้อย
การเก็บสเต็มเซลล์เพื่อลูกสําหรับคุณแม่ตั้งครรภ์ คือ การเก็บเลือดจากสายสะดือของลูก เพื่อให้ลูกไว้ใช้ในอนาคต หากลูกน้อยเกิดเจ็บป่วยด้วยโรคที่กล่าวมาข้างต้น ซึ่งสามารถนำสเต็มเซลล์มาช่วยในการรักษา โดยการเก็บสเต็มเซลล์ของลูกน้อยจะเก็บในวันที่คุณแม่คลอด ก่อนที่รกจะมีการลอกตัวออกจากโพรงมดลูก (ซึ่งคุณแม่และคุณลูกจะไม่เจ็บค่ะ) และไม่สามารถย้อนเวลามาเก็บได้อีกโดยสเต็มเซลล์ที่เก็บได้หลังคลอดจะถูกนําไปตรวจการติดเชื้อ ตรวจนับจํานวนเซลล์ที่เก็บได้ เติมน้ำยารักษาสภาพ และนําไปแช่แข็งในชั้นไอระเหยของไนโตรเจนเหลว ซึ่งทําให้สเต็มเซลล์คงสภาพได้นานกว่า 20 ปี สเต็มเซลล์สายสะดือเด็กมีความสมบูรณ์มาก แต่ใช้ได้เฉพาะกับเจ้าของสเต็มเซลล์เท่านั้น ส่วนการนํามาใช้ในการรักษาญาติมีเปอร์เซ็นต์เข้ากันได้เพียงประมาณร้อยละ 25 เท่านั้น

ค่าใช้จ่ายที่ต้องเตรียม
โดยทั่วไปค่าใช้จ่ายโดยรวมครอบคลุมค่าฝากเก็บรักษาสเต็มเซลล์จะอยู่ที่ประมาณหลักแสนบาท โดยแต่ละบริษัทที่รับฝากเต็มเซลล์ อาจมีแผนการชําระเงินหลายรูปแบบให้เลือก เช่น อาจเป็นการจ่ายราคาเต็ม จ่ายผ่อนชําระหรือจ่ายเป็นรายปี

เมื่อตัดสินใจเลือก ฝากสเต็มเซลล์
คุณพ่อคุณแม่ควรแจ้งสูติแพทย์และโรงพยาบาลที่คุณแม่ตั้งครรภ์วางแผนจะคลอดไว้แต่เนิ่นๆ และหากสูติแพทย์ของคุณแม่สามารถเก็บสเต็มเซลล์ได้ (ซึ่งส่วนใหญ่สามารถทําได้) สูติแพทย์จะทำการด้วยตนเองแต่หากไม่สามารถเก็บได้บริษัทที่รับฝากจะมีการจัดหาเจ้าหน้าที่ผู้เชี่ยวชาญมาจัดเก็บสเต็มเซลล์แทน ควรแจ้งชื่อโรงพยาบาลและกําหนดคลอดให้บริษัททราบล่วงหน้า โดยทั่วไปบริษัทจะนําอุปกรณ์การเก็บไปไว้ที่โรงพยาบาลล่วงหน้าค่ะ เผื่อกรณีที่คุณแม่จะต้องคลอดฉุกเฉิน คุณพ่อคุณแม่ควรมีหมายเลขโทรศัพท์เจ้าหน้าที่บริการลูกค้าของบริษัทที่รับฝาสเต็มเซลล์ไว้ เพื่อที่จะสามารถปรึกษาเรื่องต่างๆ และแจ้งการคลอดของคุณแม่ได้ตลอดเวลา การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับการนําสเต็มเซลล์ไปใช้เพื่อการรักษาโรคต่างๆ ในปัจจุบันกําลังดําเนินไปอย่างต่อเนื่อง ในอนาคตอาจมีโรคที่สามารถรักษาได้ด้วยสเต็มเซลล์เพิ่มมากขึ้น แต่อย่างไรก็ตาม การเก็บหรือฝากสเต็มเซลล์จากเลือดสายสะดือของลูกน้อยหลังคลอด ยังมีราคาค่อนข้างสูง คุณพ่อคุณแม่จึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบ

นอกจากนี้ ปัจจุบันสภากาชาดไทย ได้มีการจัดตั้งธนาคารสเต็มเซลล์ขึ้น เพื่อรับบริจาคเซลล์ต้นกําเนิดเม็ดโลหิต ซึ่งสามารถเติบโตไปเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดง เซลล์เม็ดเลือดขาว เกล็ดเลือด และส่วนประกอบต่างๆ ของโลหิตได้เพื่อช่วยชีวิตผู้ป่วยโรคเลือดที่ไม่สามารถรักษาได้ด้วยวิธีอื่น หากใครสนใจที่จะบริจาคเซลล์ต้นกําเนิดเม็ดโลหิตเพื่อผู้ป่วยที่ต้องการสามารถติดต่อได้ที่สภากาชาดไทย

ขอบคุณข้อมูลจาก amarinbabyandkids