สเต็มเซลล์ คืออะไรเป็นวิธีนี้ที่น่ากลัวหรือไม่ไปดูกัน

สเต็มเซลล์ มีหลายชนิดแต่งต่าง กัน นักวิทยาศาสตร์เชื่อว่าแต่ละอวัยวะจะมี สเต็มเซลล์ ที่เฉพาะเจาะจง สำหรับอวัยวะนั้น ตัวอย่างเช่นเลือดของเราที่ถูกสร้างขึ้นมาจากเลือดสเต็มเซลล์ที่อยู่ในไขกระดูก นี่คือสเต็มแซลล์จากเนื้อเยื้อที่โตเต็มวัยแล้ว (Adult Stem Cell)

สเต็มเซลล์ (เซลล์ต้นกำเนิด)
คืออะไร ร่างกายมนุษย์มี เซลล์ ที่ แตกต่าง หลายร้อยชนิด แต่ละ เซลล์ มีความสำคัญต่อสุขภาพประจำวันของเรา เซลล์เหล่านื้ทำหน้าที่ต่างกันเพื่อให้ร่างกายฟังก์ชัน เช่นการเต้นของหัวใจ การคิดในสมอง การกรองเลือดในไต หรือการทดแทนเซลล์ของผิวหลังจากที่แซลล์เก่าหลอกออก หน้าที่ของสเต็มเซลล์คือการทำเซลล์ใหม่เพื่อมาทดแทน เซลล์เก่า สเต็มเซลล์คือแซลล์ที่มีหน้าที่จัดจำหน่ายแซลล์ใหม่ สเต็มเซลล์สามารถแบ่งตัวให้เป็นทั้งตัวเองและเป็น เซลล์ ชนิดอื่นได้ ตัวอย่างเช่นสเต็มแซลล์ในผิวสามารถทำเซลล์มผิวใหม่หรือสามารถทำเซลล์ผิวชนิดอื่นเช่น แซลล์เมลานิน ที่มีหน้า ที่ทำสีผิวเมื่อมนุษย์จริญเติบโตขึ้น โดยนำครึ่งหนึ่งของเซลล์มาจากไข่ของแม่ และ ครึ่งหนึ่งมาจากสเปิร์มของพ่อ รวมกันกลายเป็นหนึ่งเซลล์ เกิดการฝังตัวกลายเป็นมนุษย์ และมีอวัยวะเพิ่มขึ้น ทั้งนี้ สเต็มเซลล์สามารถพัฒนาไปเป็นเซลล์เนื้อเยื่อทั้งหมด ได้ถึง 200 กว่าชนิด ทีเดียว จึงเรียกได้ว่า เซลล์ทุกเซลล์มีการพัฒนา มาจากสเต็มเซลล์นั่นเองผู้ก่อตั้งคำว่า สเต็มเซลล์ เป็นนักวิทยาศาสตร์ชาวรัซเซีย ท่านหนึ่ง ในปี คศ. 1908 การประชุมที่กรุงเบอร์ลิน เชื่อว่า สเต็มเซลล์ มี ความสามารถ ในการสร้างเลือด จึงตั้งชื่อว่า สเต็มเซลล์ และ ได้มีการศึกษามาอย่างยาวนานและต่อเนี่องไปพร้อมกับการพัฒนาความรู้ที่เพิ่มมากขึ้นชีวิตได้ สเต็มเซลล์ สามารถพัฒนาสร้างสิ่งมีชีวิต และ สร้างอวัยวะขึ้นมาได้ เมื่อเจริญเติบโตเป็นมนุษย์แล้ว สเต็มเซลล์ ก็ยังคงอยู่และกระจัดกระจายอยู่ในร่างกาย สเต็มเซลล์มีทำหน้าที่ซ่อมแซม เมื่ออยู่ในตับ ก็ทำหน้าที่สร้างตับ สเต็มเซลล์ที่อยู่ในสมอง ทำหน้าที่สร้างสมอง ที่อยู่ในไขกระดูก ก็ทำหน้าที่สร้างเลือด มีงานวิจัยค้นพบว่า สเต็มเซลล์ สามารถ ซ่อมร่างกายได้ โดยทำการทดลองนำเส้นเลือดหัวใจ ของหนู มาทำให้เกิดอาการหัวใจ ขาดเลือด และทดลองโดยการฉีดสเต็มเซลล์เข้าไป พบว่าภายใน 9 วัน หนูสามารถสร้าง เส้นเลือดใหม่ และ กล้ามเนื้อหัวใจใหม่ได้ด้วยตัวเอง ทั้งนี้ ได้มีการศึกษาวิจัยสเต็มเซลล์เพิ่มขึ้น แต่ในบางแห่งนั้น ได้นำมาใช้ โดยขาดความรู้ความเข้าใจอย่างแท้จริง

ความแตกต่างของสเต็มเซลล์ ที่มาจากเลือด มาจากไขกระดูก และมาจากรกสเต็มเซลล์ จากเลือด
ในเม็ดเลือด ประกอบด้วย สเต็มเซลล์ ในปัจจุบัน เราพยายาม นำ สเต็มเซลล์ จากเลือดมารักษา โดยการฉีดยาให้ไขกระดูกสร้างสเต็มเซลล์ หลังจากนั้น ก็ทำการใช้เครื่องเก็บ สเต็มเซลล์ และ นำกลับมาฉีดเข้าไปใหม่ ยกตัวอย่าง การศึกษาในกลุ่มผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ต้องตัดขา การใช้สเต็มเซลล์รักษานั้น ทำให้ประมาณ 90% ไม่ต้องตัดขา และยังสามารถทำให้แผลหายได้ ซึ่งเป็นการตอบสนอง ผลการรักษาที่ค่อนข้างดี

สเต็มเซลล์ จากไขกระดูก
ในไขกระดูกของมนุษย์ มีหลาย เซลล์ประกอบกัน หนึ่งในนั้นก็มีสเต็มเซลล์ไขกระดูก ด้วยการเจาะเข้าไปในกระดูกและดูดส่วนของ เลือดออกมา จะได้สเต็มเซลล์จากไขกระดูก ซึ่งปรากฏว่าสามารถตอบรับได้ดีในการรักษาโรคหลายๆโรค เช่น โรคหัวใจ โรคตับ โรคไขสันหลัง และโรคชรา

สเต็มเซลล์จากรก
มาจากส่วนของสาย สะดือ จากรก จากน้ำคร่ำ ซึ่งสามารถสกัด นำมาใช้เป็นประโยชน์ ในการรักษาได้ สเต็มเซลล์ ชนิดที่เหมาะแก่ การปลูกถ่ายในผู้ป่วยเพื่อ การรักษา เรียกว่า “มีเซนไคม์” ในต่างประเทศ ได้แยก “มีเซนไคม์” ให้มีความบริสุทธิ์ ซึ่งจะทำให้สามารถปลูกถ่าย ให้กับใครก็ได้ ทั้งนี้ ในปัจจุบัน มีการแยก สเต็มเซลล์ จากน้ำคร่าแล้ว เพื่อใช้ในการรักษาโรค เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน และโรคเลือดหลักการทำงานของ สเต็มเซลล์ อันดับแรก จะเข้าไปใน อวัยวะ ที่เกิดการบาดเจ็บและทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงและทำให้เจริญงอกใหม่ในเนื้อเยื่อของอวัยวะนั้น ทั้งนี้ ได้มีการพิสูจน์และรับรองด้วยผลวิจัยมาแล้ว เช่น ได้ทำการ ทดลองนำเข็มไปทิ่มที่สมองของหนูและฉีดสเต็มเซลล์เข้าไปที่หางของหนู ปรากฏว่า สเต็มเซลล์ ได้เข้าไปเปลี่ยนเป็นเซลล์สมองในบริเวณสมองของหนู การเปลี่ยนแปลงเซลล์นั้น พิสูจน์แล้วว่าเป็นการ เปลี่ยนแปลง จากเซลล์ที่ฉีดเข้าไป ทั้งนี้ สเต็มเซลล์ยังทำหน้าที่ สร้างสาร Growth Factor เพื่อกระตุ้นให้เซลล์ซ่อมตัวเองซึ่งเปรียบเหมือนเป็นยาหลั่งสารอายุวัฒนะนั่นเอง

สเต็มเซลล์ สามารถรักษาโรคใดได้บ้าง?ในปัจจุบัน ทั่วโลกมีการวิจัยแล้วว่าการรักษาด้วยสเต็มเซลล์ถือเป็นความหวังใหม่ทางการแพทย์ที่สามารถรักษาโรคที่เกิดจากการเสื่อมถอยของเซลล์ เช่น โรคอัลไซเมอร์ โรคพาร์กินสัน โรคเบาหวาน โรคเลือด โรคตับ โรคสมอง ข้อเข่าเสื่อม ภูมิต้านทานไวเกิน รูมาตอยด์ SLE มะเร็งบางชนิด โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต จอประสาทตาเสื่อม โรคไขสันหลัง หลอดเลือดสมองตีบ และโรคออทิสติก

ความก้าวหน้าของการนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาโรคในต่างประเทศ?สำหรับความก้าวหน้าของการรักษาในต่างประเทศนั้น ปัจจุบัน สเต็มเซลล์ได้ถูกนำมาสกัดเป็นยา เพื่อใช้ในการรักษาโรค มีชื่อว่า “Prochymal” ได้รับการรับรองจากประเทศแคนนาดา ซึ่งจัดว่าเป็นยาที่สกัดจากสเต็มเซลล์ ตัวแรกของโลกที่ได้รับการอนุมัติให้ใช้ได้ ส่วนใน ประเทศออสเตรเลีย ได้อนุมัติให้ใช้ สเต็มเซลล์ จากไขมัน ของตัวเอง ซึ่งพบว่าได้รับการตอบสนองซึ่งได้ผลดีกับการรักษาใน โรคสมอง เสื่อม และ ไขสันหลังเสื่อมด้วย ในปัจจุบัน การรักษาด้วยสเต็มเซลล์ ถือว่าเป็นความล้ำหน้าของการเจริญด้านวิวัฒนา การผสมกับวิทยาการทางการแพทย์สมัยใหม่จริง

ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก med.swu