5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนฉีด Stem Cell

5 สิ่งที่ต้องรู้ก่อนฉีด Stem Cell
หลายคนอาจจะงงกับคำว่า สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) เพราะคำเรียกหลากหลายคำ เช่น สเต็มเซลล์ , เซลล์ต้นกำเนิด , เซลล์บำบัด หรือ เซลล์ต้นตอ ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือคำที่มีความหมายเดียวกัน ซึ่งมันคืออะไร ลองติดตามได้จากข้างล่างนี้
หลายคนอาจจะงงกับคำว่า สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) เพราะคำเรียกหลากหลายคำ เช่น สเต็มเซลล์ , เซลล์ต้นกำเนิด , เซลล์บำบัด หรือ เซลล์ต้นตอ ซึ่งที่กล่าวมาข้างต้น ก็คือคำที่มีความหมายเดียวกัน ซึ่งมันคืออะไร ลองติดตามได้จากข้างล่างนี้

1. Stem cell คืออะไร
สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) คือ เซลล์ตัวอ่อนที่ยังไม่มีหน้าที่ของเซลล์ มีชื่อเรียกอื่น ๆ เช่น สเต็มเซลล์ , เซลล์ต้นกำเนิด , เซลล์บำบัด หรือ เซลล์ต้นตอ ซึ่งสามารถแบ่งตัวได้อย่างไม่มีขีดจำกัด และเปลี่ยนแปลงเพื่อไปเซลล์อื่น ๆ ที่ทำหน้าที่เฉพาะเจาะจงได้ เช่น เปลี่ยนกลายเป็นเซลล์เนื้อเยื่อชนิดต่าง ๆ เซลล์ประสาท เซลล์เม็ดเลือด

Stem cell แบ่งออกเป็น 3 ประเภทตามความสามารถในการพัฒนา คือ
1. Totipotent cell คือ เซลล์ที่สามารถนำไปพัฒนาเป็นเซลล์อื่น ๆ ได้ทุกเซลล์ ซึ่งมีความยืดหยุดมาก ได้แก่ เซลล์ไข่ที่มีการปฏิสนธิแล้ว (single cell embryo)
2. Pleuripotent cell คือ เซลล์ที่สามารถนำไปพัฒนา เพื่อไปเป็นเซลล์แบบอื่น ๆ สำหรับใช้งานได้หลายแบบ เช่น embryonic stem cell
3. Multipotent/Unipotent cell คือ เซลล์ที่สามารถพัฒนา เพื่อไปเป็นเซลล์เฉพาะนั้น ๆ เท่านั้น เช่น เซลล์จากเลือดสายสะดือ (cord blood stem cell) หรือ เซลล์ต้นกำเนิดเม็ดเลือด (hematopoietic stem cell)

2. Stem cell มาจากไหน หรือได้มาจากอะไร
โดยปกติแล้ว ในร่างกายของเราไม่ว่าเด็กหรือผู้ใหญ่จะมี stem cell อยู่แล้ว เพราะในเวลาที่เราบาดเจ็บหรือเจ็บป่วย เซลล์ของเราก็จะต้องเกิดการบาดเจ็บหรือตายไปด้วย ซึ่งstem cell ก็จะทำหน้าที่ซ่อมแซมบาดแผล และสร้างแซลล์ใหม่เพื่อมาทดแทนแซลล์เก่าที่ตายไป เพราะฉนั้น stem cell จึงทำหน้าที่ช่วยป้องกันไม่ให้เราแก่ก่อนอายุ
สำหรับ สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) ที่มีการนำมาใช้ทางการแพทย์นั้น มีหลากหลายรูปแบบ ซึ่งไม่ใช่แค่ของตัวเราเอง (autologous) ที่สามารถใช้ได้ แต่ของ ใช้เซลล์ของคนอื่น (allogeneic) หรือ ใช้เซลล์ของสัตว์ (xenotherapy) เช่น embryonic stem cell ได้มาจากตัวอ่อนที่ปฏิสนธิแล้ว bone marrow stem cell ได้มาจากไขกระดูกก็สามารถใช้ได้ ในปัจจุบันสามารถรักษาโรคหลายอย่าง เช่น โรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว โรคข้อเข่าเสื่อม รักษาอาการการบาดเจ็บของอวัยวะ โรคเบาหวาน เป็นต้น
แม้แต่ในด้านความงาม ก็สามารถใช้ สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) ได้เช่นกัน ได้แก่ เซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ร่างกาย หรือ mesenchymal stem cells (MSCs) ซึ่งสามารถเก็บได้จาก ไขมัน รก หรือไขกระดูก

3. MSCs ช่วยเรื่องอะไร
สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) MSCs ซึ่งเป็นเซลล์ต้นกำเนิดของเซลล์ร่างกาย สามารถเปลี่ยนไปใช้ในเซลล์อื่น ๆ ได้ และมีหลายชนิด เช่น เซลล์เนื้อเยื่อ เซลล์กล้ามเนื้อ เซลล์ไขมัน จึงเหมาะกับการนำมาใช้ฉีดบริเวณใบหน้าเพื่อช่วยในการซ่อมแซมและฟื้นฟูสภาพของผิวหน้า ย้อนอายุผิวให้กลับมาดีเหมือนเดิม โดยสามารถฉีดเข้ากล้ามเนื้อ หรือหลอดเลือด เพื่อฟื้นฟูสุขภาพร่างกายได้ ช่วยต้านปัจจัยต่าง ๆ อันเป็นสาเหตุของการเกิดโรค และช่วยปรับสมดุลย์ภูมิต้านทานของร่างกาย

4. สเต็มเซลล์ใช้มนุษย์ได้ไหม
สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) เป็นเซลล์ที่มีการเพาะเลี้ยงในห้องทดลองที่มีมาตรฐาน ผ่านการตรวจโรค และฆ่าเชื้อเป็นอย่างดี สามารถฉีดข้ามคนได้ (allogeneic) โดยไม่เกิดการปฏิเสธเนื้อเยื่อในครั้งแรก เนื่องจากเป็นเซลล์ที่ยังไม่มีการแสดงออกจึงไม่กระตุ้นระบบภูมิต้านทานที่จะทำให้เกิดการต่อต้าน MSCs ยังมีคุณสมบัติในการยับยั้งเซลล์ที่ผิดปกติ หรือจะกลายพันธุ์ได้อีกด้วย

5. การฉีดสเต็มเซลล์เป็นอย่างไร จะเริ่มเห็นผลในกี่วัน และผลจะอยู่ได้นานไหม
จากการทดลอง และใช้งานจริง MSCs หรือ สเต็มเซลล์ ที่นำมาใช้ฉีดบริเวณใบหน้านั้น จะแนะนำให้ฉีดเริ่มต้นที่ 1-5 ล้านเซลล์ทั่วบริเวณใบหน้า และ 20 ล้านเซลล์ทั่วร่างกาย ระยะเวลาที่เริ่มเห็นผลการรักษาจะอยู่ที่ประมาน 1-4 สัปดาห์ แต่ขึ้นกับคนไข้ในแต่ละคนไม่เหมือนกัน และผลการรักษาจะขึ้นกับจำนวนเซลล์ที่ฉีด คุณภาพของเซลล์ที่นำมาฉีด และการปฏิบัติตัวของคนไข้เอง แต่โดยทั่วไปจะอยู่นานได้ตั้งแต่ 3-12 เดือน

ประโยชน์สเต็มเซลล์
สเต็มเซลล์ ( Stem Cell ) จะถูกใช้ในการรักษาโรค โดยใช้เป็นเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อพัฒนาให้ได้เซลล์ หรืออวัยวะสำหรับทดแทนเซลล์ เนื้อเยื่อ หรืออวัยวะในร่างกายที่เสื่อมหรือตายจากโรคหรือสาเหตุต่าง ๆ อาทิ กล้ามเนื้อหัวใจ เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว ไขกระดูกสันหลัง เป็นต้น

สเต็มเซลล์จากตัวอ่อนสามารถพัฒนา และเปลี่ยนแปลงไปเป็นเซลล์เฉพาะเจาะจงชนิดอื่นๆ ได้หลายชนิด ดังนั้น ถ้าปล่อยให้สเต็มเซลล์เกิดการเปลี่ยนแปลง (differentiate) ได้ตามปกติ (sponta neous) ในที่สุดก็จะได้เซลล์หลายชนิดเกิดขึ้นรวม ๆ กันอยู่ในจานเลี้ยง เช่น ได้ทั้งเซลล์ประสาท เซลล์กล้ามเนื้อหัวใจ และเซลล์เม็ดเลือด ซึ่งวิธีนี้ไม่ใช่วิธีที่มีประสิทธิภาพในการผลิตเซลล์ชนิดใดชนิดหนึ่งที่ต้องการนำไปใช้กับผู้ป่วย หรือนำไปใช้ในการศึกษาวิจัย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก thecloverskinclinic