ANTI AGING กับการชะลอวัยให้ดูสวยอ่อนกว่าวัย

ANTI AGING กับการชะลอวัยให้ดูสวยอ่อนกว่าวัย
Anti-Aging หรือ เวชศาสตร์ชะลอวัย คือการดูแลสุขภาพจากภายในไม่ให้ความเสื่อมหรือความชราเกิดขึ้นหรือเกิดขึ้นให้ช้าที่สุดโดยเน้นการรักษาสุขภาพจากภายในโดยองค์รวม เพื่อให้ร่างกายอยู่ในสภาพที่สมบูรณ์แข็งแรงนานที่สุดและป้องกันไม่ให้ร่างกายเกิดอาการเจ็บป่วยและความเสื่อมสภาพในอนาคตอีกด้วย
สุขภาพในแต่ละช่วงอายุ

อายุ 0 – 25 ปี สุขภาพดี สมบูรณ์ สมดุลภายในของร่างกายดีที่สุด อายุ 25 ปีขึ้นไป สุขภาพเริ่มเสื่อมสภาพ เริ่มดูแลร่างกายด้วย Anti Aging อายุ 25 ปีขึ้นไป สุขภาพเสื่อมสภาพภายในมากขึ้น ไม่สบาย รักษาตัวที่โรงพยาบาล แต่ยังไม่สามารถรักษาให้หายได้ จำเป็นต้องใช้การรักษาทาง Anti-Aging ซึ่งความแตกต่าง ระหว่างการ ตรวจสุขภาพของ Anti-Aging และ โรงพยาบาล คือ โรงพยาบาล จะทำการรักษาก็ต่อเมื่อร่างกายเข้าสู่ขั้นตอนป่วยแล้ว ในขณะที่ Anti Aging จะเริ่มทำการรักษาตั้งแต่ตรวจพบว่า ร่างกายเริ่มเสื่อม เพื่อป้องกัน ไม่ให้ต้องไปถึง ขั้นของการ ล้มป่วย หรือ อวัยวะอื่นมีความเสื่อมถอยจนไม่สามารถย้อนกลับไปทำงานให้ สมบูรณ์ดังเดิมได้อีก

วิธีการขั้นตอน

Consult แพทย์จะสอบถามประวัติและตรวจร่างกายเบื้องต้นของคนไข้โดยละเอียด ทั้งในเรื่องของการใช้ชีวิตประจำวัน การรับประทานอาหาร การทำงาน การออกกำลังกาย การพักผ่อน การเข้านอนและการตื่นนอนในแต่ละวันเป็นอย่างไร เพื่อตรวจหาสมมุติฐานเบื้องต้นถึงสาเหตุ ของ อาการผิดปกติหรือโรคที่เป็นอยู่

Analyze แพทย์จะนำข้อมูลทั้งหมดที่ได้จากการสอบถามคนไข้และการตรวจร่างกายเบื้องต้นมาวิเคราะห์ และเลือกการตรวจสอบ ขั้นตอนต่อไปตามความ เหมาะสมสำหรับ แต่ละคน เช่น การตรวจหยดเลือดทางกล้อง จุลทรรศน์ เพื่อประเมินความผิดปกติ เบื้องต้น ตรวจการทำงานของระบบต่างๆ ในร่างกาย ตรวจระดับฮอร์โมน ตรวจระดับวิตามิน แร่ธาตุ สารต้านอนุมูลอิสระ เป็นต้น

Check Up การตรวจสุขภาพแบบ Anti-Aging จะใช้เทคโนโลยี ที่ทันสมัย และได้ มาตรฐานสากล ระดับโลก เพราะการตรวจสุขภาพแบบ Anti-Aging จะลงลึกและละเอียดมากกว่าการตรวจสุขภาพแบบทั่วไปของ โรงพยาบาล โดย จะสามารถวิเคราะห์ถึงการทำงานของระดับ เซลล์ได้เลย ซึ่งถ้ามี การทำงานที่ผิดปกติของ เซลล์ เราจะ สามารถตรวจพบและแก้ไขได้อย่างรวดเร็วตั้งแต่เริ่มต้น

Treatment แพทย์จะออกแบบโปรแกรมการรักษาแบบเฉพาะแต่ละบุคคลเพื่อความเหมาะสมและผลลัพธ์ที่ดีที่สุดให้กับคนไข้ โดยการรักษาจะมีการ follow up ทุกๆ 1-2 สัปดาห์ เพื่อติดตามผล และ ดูการเปลี่ยนแปลงการ ร่างกาย ทั้งนี้คนไข้จะสามารถเห็นผลลัพธ์ที่ชัดเจนตั้งแต่ 2 ส้ปดาห์แรก

การรักษาในแนวทาง Anti-Aging

1. การปรับการใช้ชีวิตประจำวัน การใช้ชีวิตที่สมดุลและถูกต้องคือวิธีรักษาร่างกายที่ดีที่สุดทางธรรมชาติ โดยแพทย์ จะแนะนำคนไข้ในเรื่องของ การรับประทาน อาหาร ที่ถูกต้อง การพักผ่อน ที่เพียงพอ การออกกำลังกาย การจัดการกับ ความเครียด ซึ่งแต่ละคนจะมีการออก แบบการใช้ชีวิต แตกต่างกันไป เนื่องด้วยแต่ละคน สภาพร่างกายมีความ แตกต่างกันไป

2. อาหารเสริมด้วย วิตามิน และ ฮอร์โมน ในกรณีที่ร่างกายมีปัญหาในระบบการทำงาน หรือ ร่างกายเริ่มมีความเสื่อมด้วยอายุที่มากขึ้น แพทย์จะ แนะนำให้ใช้อาหารเสริมที่มาจาก ธรรมชาติ โดยออกแบบวิตามิน และฮอร์โมนที่ เหมาะสมในแต่ละบุคคลนั้นๆ โดยใช้ผลจากการตรวจเป็นข้อมูลอ้างอิง ซึ่งจะทำให้ร่างกานฟื้นฟู และ ซ่อมแซม ตัวเองได้ดีมากขึ้นหากทำร่วมกับข้อที่ 1

3. กลุ่ม Stem Cell ,Placenta ,PRP อีกหนึ่งวิธีที่ได้ผลดี และ กำลังเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง นั่นก็คือการรักษาด้วย Stem Cell หรือ เซลล์ต้นกำเนิดนั่นเอง การรักษา ด้วย Stem Cell ถือเป็น การรักษาที่ตรงจุด และ แก้ที่สาเหตุโดยตรง เพราะ เมื่อเราฉีด Stem Cell เข้าไปในร่างกาย Stem Cell จะเข้าไปช่วยสร้างและช่วยในการ แบ่งตัวเพิ่ม จำนวนเซลล์ ต่างๆ จากเซลล์เดิมที่เสื่อมสภาพหรือตายไป ทำให้ร่างกายเรา กลับมา แข็งแรง เหมือน วัยหนุ่มวัยสาว อีกครั้ง การรักษาด้วย Stem Cell แพทย์จะพิจารณาการ รักษาทางเลือก อื่นร่วมด้วยตามความ เหมาะสม อาทิเช่น PRP การรักษาด้วย Stem Cell จากเกล็ดเลือด , Placenta: การรักษาด้วย Growth Factor จากสารสกัดของรกเด็ก รวมกับการบำบัดรักษาด้วยอุปกรณ์การแพทย์ด้านชลอวัยที่มีความทันสมัยระดับสากล

กลุ่มคนที่ ควรไปพบแพทย์ เวชศาสตร์ชะลอวัย

กลุ่มคน ที่มีความเสี่ยงจาก กรรมพันธุ์ อาทิ พ่อแม่หรือคนในครอบครัวมีประวัติป่วยเป็นโรคต่างๆ อาทิเช่น โรคหัวใจ โรคเบาหวาน โรคมะเร็ง และโรคความดันโลหิตสูง กลุ่มคนที่มีโรคประจำตัว อาทิ โรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ โรคความดันโลหิตสูง โรคระบบกล้ามเนื้อ เส้นเอ็นอักเสบ โรคไขมันในเลือดสูง โรคผื่นคันผิดปกติต่างๆ ภาวะอาการปวดเรื้อรังบางชนิด กลุ่มคนที่อยากรักษาสุขภาพ ชะลอความแก่ เพราะ อาการบางอาการ เช่น เหนื่อยง่าย ไม่สดชื่นหลัง ตื่นนอน นอนไม่หลับ ซึ่งการไปตรวจที่โรงพยาบาลอาจจะยังไม่พบสาเหตุหรือสามารถแก้ไขได้ จำเป็นต้องเข้ารับการรักษาแบบ Anti-Aging

ขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก doctortonyclinic