สเต็มเซลล์ กับการรักษาความงาม

สเต็มเซลล์ ที่เป็นความหวังของความงามล่าสุด หลายคนบอกว่าดี สามารถช่วยชะลอริ้วรอยต่างๆ แต่เราจะแน่ใจผลลัพธ์ได้มากน้อยแค่ไหน ลองมาฟังอีกมุมหนึ่งกัน

สเต็มเซลล์คืออะไร
สเต็มเซลล์ หรือ เซลล์ ต้นกำเนิด คือ เซลล์ที่สามารถแบ่งตัวได้ เรื่อยๆ โดยไม่มีขีดจำกัด และ สามารถที่จะเปลี่ยนเนื้อเยื่อชนิดต่างๆ ได้หลากหลาย โดย สเต็มเซลล์ มีด้วยกัน 2 ประเภทคือ
1.เซลล์ ที่มาจากตัวอ่อน (Embryo)
2.เซลล์ ที่มาจากสิ่งมีชีวิตหลังคลอด

เซลล์ ต้นกำเนิดมักมาได้ปริมาณน้อย จะต้องมาทำการเพาะเลี้ยงในจานเพาะ เลี้ยงเซลล์ ซึ่งกระบวนการดังกล่าวมีความยุ่งยากและซับซ้อน เซลล์เหล่านี้มีคุณสมบัติที่เรียกว่า เลี้ยงยาก ตายง่าย ไม่สามารถเก็บรักษาไว้ในบรรจุภัณฑ์ต่างๆ ได้ การใช้เซลล์ต้นกำเนิดเพื่อ การรักษาโรคในปัจจุบัน ที่เป็นการรักษาที่ได้มาตรฐาน จึงมีเพียงการรักษาโรคทางโลหิตวิทยา เท่านั้น ซึ่งส่วนใหญ่จะนำไปใช้ในการรักษาในผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือด หรือผู้ป่วยที่มีภาวะโลหิตจางจากโรคธาลัสซีเมียสเต็มเซลล์ มีหลายชนิด แต่ละชนิดมีคุณสมบัติที่แตกต่างกัน สร้างเซลล์ร่างกายต่างชนิดกัน ทางการแพทย์มีการนำไปใช้ต่างกัน กล่าวคือ อวัยวะส่วนใหญ่จะมี สเต็มเซลล์ เป็นของตัวเอง เพื่อใช้ในการสร้างเซลล์ของอวัยวะนั้นๆ เช่น
• สเต็มเซลล์ สมองสร้าง เซลล์ประสาท
• สเต็มเซลล์ ในไขกระดูกสร้าง เซลล์เม็ดเลือด
• เซลล์ จากสายสะดือทารกก็ใช้ในการสร้าง เซลล์เลือด

ความคาดหวังกับการนำ สเต็มเซลล์มาใช้
การนำสเต็มเซลล์มาใช้ เพื่อการรักษาโรค มีด้วยกัน 3 แนวทางใหญ่ๆ คือ1.ปลูกถ่าย สเต็มเซลล์ แทนสเต็มเซลล์ ที่ไม่ทำงาน ในอวัยวะที่ต้องมีการสร้างเซลล์สม่ำเสมอ ทั้งนี้มีเพียงการนำ สเต็มเซลล์ จากไขกระดูกไป รักษาโรคในระบบเลือดเท่านั้น อีกอย่างหนึ่งคือ การเพาะ สเต็มเซลล์ ผิวหนัง เพื่อรักษาบาดแผลไฟไหม้2.การนำ สเต็มเซลล์ ไปสร้าง เซลล์ชนิด จำเพาะ ก่อนนำมาปลูกถ่าย เช่น เซลล์ ประสาทที่สร้างสารโดปามีนสำหรับการรักษาโรคพาร์กินสัน ส่วนเซลล์ตับอ่อนที่หลั่งอินซูลินสำหรับรักษาโรคเบาหวาน ยังอยู่ในขั้นของการทดลองเท่านั้น เนื่องด้วยข้อจำกัดทางคุณสมบัติของ เซลล์ ต้นกำเนิดร่างกายใน อวัยวะต่างๆ ไม่ได้มีครบ ทุกอวัยวะ และ สร้างเซลล์ได้ไม่ครบทุกชนิด3.การปลูกเซลล์เพื่อหวังให้เกิดประโยชน์อื่นๆ ที่ไม่ใช่การสร้างเซลล์ เช่น มีความคาดหวังว่าเซลล์ที่ปลูกถ่ายจะหลั่งสารเพื่อไปกระตุ้นการ ซ่อมแซม ร่างกายได้ แต่ในความเป็นจริงแล้ว หน้าที่สำคัญของสเต็มเซลล์คือ การสร้างเซลล์ ไม่ใช่การเอาไปซ่อมร่างกายด้วยวิธีอื่น

สเต็มเซลล์รักษาความงามได้จริงหรือไม่
ข้อสงสัย ที่เป็นปัญหาก็คือ เซลล์ สามารถ หลั่งสารบางอย่าง เพื่อ ไปกระตุ้น และ ซ่อมแซม เพื่อเป็นการชะลอวัยได้หรือไม่ ตรงนี้เป็นสิ่งที่ต้อง ระมัดระวังอย่างมาก เพราะ เซลล์ แต่ละ เซลล์ มีการหลั่งสารไม่เหมือนกัน อีกทั้งยังมีการหลั่งสารจำนวนมาก ซึ่งสารนั้นอาจจะเป็นทั้งประโยชน์และโทษในเวลาเดียวกัน ควบคุมได้ยาก หากจะเปรียบเทียบก็เหมือนกับ สมุนไพร ชนิดหนึ่ง ที่สมุนไพร อาจจะมีสารออกฤทธิ์ที่เป็นประโยชน์อยู่ แต่ในขณะเดียวกันก็มีสารที่เป็นโทษปนอยู่ด้วยเช่นกัน สมุนไพรบางอย่างถ้ารับประทานเข้าไปโดยไม่ได้สกัด ก็อาจอันตรายถึงชีวิตได้ ลักษณะเดียวกันกับสเต็มเซลล์ เพราะ เซลล์ หลั่งสารหลายอย่าง บางอย่างก็มีประโยชน์ บางอย่างก็มีโทษ เป็นผลเสียมากกว่าผลดี และผลร้ายอาจกลายเป็นมะเร็ง

การฉีดเซลล์ จากสัตว์เข้าไปในร่างกายคน เซลล์ ของสัตว์ ก็เหมือนกับ เซลล์ ของคน มีการหลั่งสารหลายๆ อย่าง ที่มีทั้งประโยชน์และโทษ แต่ เซลล์ของ สัตว์มีความเสี่ยง คือ ความแตกต่างในเซลล์ของสัตว์กับเซลล์ของคน ไม่สามารถจะเอาเซลล์สัตว์ มาสร้างเซลล์หรือฉีดเข้าไปในร่างกายคนได้ ไม่ได้เกิดประโยชน์ในแง่ไปสร้างเซลล์ใหม่ให้เราอย่างแน่นอน ในทางตรงข้ามกัน กลับกลายเป็นความเสี่ยง เพราะว่าสัตว์มีโปรตีนที่ไม่ เหมือนกับ โปรตีนของคน ถ้าใช้ภายนอกอาจมีผลไม่มาก แต่ถ้ารับประทานหรือฉีดเข้าไป มันจะเข้าไป กระตุ้นภูมิคุ้ม กัน ของคนเราอย่างแรง ซึ่งผลที่เสี่ยงคือ ในระยะสั้น อาจจะมีการแพ้ ในระยะยาว ยกตัวอย่างเช่น เซลล์สมอง หากฉีดเข้าไปแล้ว ก็มีความเสี่ยงที่ร่างกายเราจะต่อต้าน และพยายามทำลายเซลล์ รวมถึงไปทำลายเซลล์สมองของเราเอง เซลล์ต้นกำเนิด (stem cell) ในชีวิตประจำวัน และคำถามน่ารู้ปัจจุบันวงการ แพทย์ มีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับเซลล์ต้นกำเนิดของระบบโรค เลือดมากที่สุด จนสามารถนำมาใช้รักษากลุ่มผู้ป่วยโรคมะเร็งเม็ดเลือดขาว และโรคที่มีเซลล์ต้นกำเนิดผิดปกติในไขกระดูก สำหรับประเทศไทยจากคำแถลงของแพทยสภา ได้ระบุให้สามารถใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่ได้มาตรฐาน เพื่อการรักษาโรคเลือดเท่านั้น และโดยข้อบังคับแพทยสภาว่าด้วยการรักษาจริยธรรมแห่ง วิชาชีพเวชกรรม เรื่องการปลูกถ่ายเซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาพุทธศักราช 2552 ได้ระบุว่า ต้องเป็นการรักษาที่ทำการวิจัยมาแล้วจนเป็นที่ยอมรับว่า เป็นวิธีการรักษาที่เป็นมาตรฐาน ถ้าหลักฐานไม่ชัดเจนให้ถือเป็นงานวิจัย ที่ต้องได้รับการยอมรับจากคณะกรรมการการวิจัยก่อน และผู้ที่รักษาได้ต้องเป็นแพทย์เฉพาะทางที่มี วุฒิบัตรเฉพาะทาง

ปัจจุบัน ต้องยอมรับว่า กระแสเสริมความงามต่างๆ กำลังมาแรง โดย เฉพาะตามคลินิกเสริมความงามต่างๆ ซึ่งอ้างถึงการนำเซลล์ต้นกำเนิดมาใช้ โดยมุ่งหวังที่จะเอาแต่ผลกำไรเพียงอย่างเดียว ผู้บริโภคจึงต้องเลือกอย่างฉลาด ขอยกตัวอย่าง องค์การอาหารและยาของ ประเทศสหรัฐอเมริกา (US FDA) นั้นยอมรับให้ใช้เซลล์ต้นกำเนิดเพียงข้อเดียวคือ เพื่อรักษาโรคที่จำเพาะเช่น มะเร็งเม็ดเลือด โดยต้องใช้เซลล์ต้นกำเนิดที่เก็บจาก สายสะดือเด็กระหว่างคลอดเท่านั้น สำหรับข้อบ่งชี้อื่นนั้นยังไม่ได้รับการรับรอง นอกจากนี้ยังแนะนำประเทศอื่นว่า ถ้าต้องการใช้เซลล์ต้นกำเนิดเพื่อการรักษาโรคอื่นๆ ควรต้องถามข้อบ่งใช้ และความปลอดภัยให้ดีก่อน และควรจะถามด้วยว่าการนำมาใช้นั้น เป็นส่วนหนึ่งที่กำลังอยู่ในช่วงทำการทดลองหรือไม่

สำหรับ ประเทศไทย ยังได้ออกคำสั่งห้ามมีการนำ เซลล์ หรือส่วนประกอบอื่นๆ ของมนุษย์มาทำเครื่องสำอางอีกด้วย ดังนั้นการเลือก ใช้เครื่องสำอางที่อ้างว่า มีการใส่ เซลล์ต้น กำเนิดลงไปนั้นต้องใช้วิจารณญาณส่วนบุคคล ศึกษาหาข้อมูลให้ถี่ถ้วนก่อนการตัดสินใจ เนื่องจากสเต็มเซลล์มีความเปราะบางและต้องการการเลี้ยงดูในสิ่งแวดล้อมพิเศษ เฉพาะ ซึ่งตามห้องทดลองทั่วไปยังเลี้ยงได้ยาก ดังนั้น จึงเป็นไปไม่ได้ที่ คลินิกต่างๆ จะเลี้ยง สเต็มเซลล์ ไว้ได้เองในตู้เย็น หรือในหลอดฉีดยาโดยไม่มีสารเลี้ยงเซลล์ นอกจากนี้เครื่องสำอางที่อ้างว่าผสมสเต็มเซลล์เช่น จากรกแกะ ถือเป็นเรื่องที่เชื่อถือได้ยากว่า สเต็มเซลล์ นั้นจะอยู่รอดจนนำมาใช้ให้เกิด ผลได้อย่างไรดังนั้น กฎของแพทยสภาก็ชัดเจนว่า การฉีดเซลล์ใดๆ ต้องได้รับการควบคุมทางการแพทย์เท่านั้น เหล่านี้จึงเป็นสิ่งที่ไม่ควรทำในปัจจุบัน

แต่เพราะ การรักษาด้วยวิธีเหล่านี้ สามารถทำเงินได้อย่างมหาศาล จึงทำให้มีการลักลอบฉีด หรือ พาคนไปฉีดถึงต่างประเทศ สร้างรายได้กันอย่างเป็นกอบเป็นกำ แต่ในความเป็นจริงแล้ว การนำสเต็มเซลล์มาใช้รักษาทางด้านความงาม ยังไม่มีหลักฐานการวิจัย หรือทางวิทยาศาสตร์ที่ชัดเจน การนำ สเต็มเซลล์ มาใช้ จึงมีเพียงแค่โรคเกี่ยวกับระบบเลือดเท่านั้น ที่มีผลการวิจัยรองรับและถือเป็นมาตรฐานทางการแพทย์อย่างแท้จริงขอขอบคุณข้อมูลดีๆจาก haijai.com